Saturday, January 5, 2013

ต่อมไร้ท่อเป็นที่ผลิตฮอร์โมนที่ใหญ่ที่สุด

ฮอร์โมนนอกจากผลิตจากต่อมไร้ท่อ (endocrine gland) แล้วยังสามารถผลิตได้จากเซลล์อื่นๆ อีก


(endocrine ออกเสียงได้ 2 แบบคือแบบอเมริกัน โดทั่วไป"โดค
ริน" แบบอังกฤษ "เอนโดครายน์")  
       ต่อมไร้ท่อเป็นที่ผลิตฮอร์โมนที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีทั้ง ต่อมไร้ท่อที่จำเป็น และต่อมไร้ท่อที่ไม่จำเป็น
1.1 ต่อมไร้ท่อที่จำเป็น หมายถึงต่อมที่ผลิตฮอร์โมนที่สำคัญต่อร่างกาย ซึ่งถ้าร่างกายขาดฮอร์โมนเหล่านี้ จะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ได้แก่ ต่อมอะดรีนัลคอร์เท็ก ต่อมพาราไทรอยด์ ตับอ่อน เป็นต้น
1.2 ต่อมไร้ท่อที่ไม่จำเป็น หมายถึงต่อมที่ผลิตฮอร์โมนที่ร่างกายขาดฮอร์โมนนี้ ร่างกายยังสามารถดำรงอยู่ได้ แต่จะมีความผิดปกติตามหน้าที่ของฮอร์โมนที่ขาดไป ได้แก่ ต่อมไพเนียล ต่อม   ไทมัส รังไข่ และอัณฑะเป็นต้น
ต่อมไร้ท่อยังแบ่งตามการหลั่งของฮอร์โมนที่มีผลต่อเซลล์ต่างๆได้ดังนี้
- โอโตคริน (autocrine) เป็นเซลล์ต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมนแล้วมีผลต่อเซลล์ต่อมเอง
- พาราคริน (paracrine : para : รอบๆ) เป็นเซลล์ต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมนแล้วมีผลต่อเซลล์ข้างเคียง
- เอนโดคริน (endocrine) เป็นเซลล์ต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมนแล้วมีผลต่ออวัยวะที่ห่างออกไป
ผลการหลั่งของฮอร์โมนต่อตำแหน่งของเซลล์ตามที่ต่างๆ
โอโตคริน (autocrine) พาราคริน (paracrine) และเอนโดคริน (endocrine)
 


เนื้อ เยื่อของอวัยวะต่างๆที่ผลิตฮอร์โมนได้แก่ เนื้อเยื่อชั้นในของผนังกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และไตเป็นต้น กลุ่มของฮอร์โมนที่ผลิตที่เนื้อเยื่อเรียกว่าฮอร์โมนจากเนื้อเยื่อ ( tissue hormone) ได้แก่
- แกสตริน (gastrin) สร้างจากเนื้อเยื่อชั้นในของกระเพาะอาหาร มีหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งน้ำย่อยและกรดไฮโดรคลอริก และการหลั่งน้ำย่อยจากตับอ่อน รวมทั้งการควบคุมการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
- ซีครีติน (secretin) หลั่งจากลำไส้เล็กส่วนต้น หรือดูโอดีนัม( duodenum)   กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งน้ำย่อยและกระตุ้นตับให้หลั่งน้ำดีออกมาย่อยอาหาร

 
เซลล์ประสาทที่ผลิตฮอร์โมน หรือเรียกว่า นิวโรซีครีทอรีเซลล์ (neurosecretory cell) ได้แก่เซลล์ประสาทในสมองส่วนไฮโพทาลามัส กลุ่มฮอร์โมนที่ผลิตจากเซลล์ประสาทเรียกว่านิวโร ฮอร์โมน (neuro hormone) แล้วถูกส่งไปตามเอกซอนของเซลล์ประสาท จนกระทั่งถึงปลายประสาท เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต ไปมีผลต่ออวัยวะเป้าหมาย
ฮอร์โมนประสาทที่สร้างจากนิวโรซีครีทอรีเซลล์ในไฮโพทาลามัส แล้วเดินทางมาสิ้นสุด และหลั่งฮอร์โมนประสาท ที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง แล้วหลั่งเข้ากระแสเลือดไปยังอวัยวะเป้าหมาย


ทราบไหมว่าในร่างกายมีต่อมไร้ท่ออะไรบ้าง ?


ฮอร์โมนคืออะไร




ก่อนที่จะศึกษาเกี่ยวกับฮอร์โมน ท่านทราบหรือไม่ว่า
  - ฮอร์โมนคืออะไร
- ฮอร์โมนทำงานอย่างไร
- ต่อมไร้ท่อและต่อมมีท่อแตกต่างกันอย่างไร
- ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายมีส่วนประกอบทางเคมีอย่างไร
- การควบคุมการทำงานและการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนทำอย่างไร


ตอนนี้มีคนนำฮอร์โมนมาใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ทำให้ไม่แก่ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ใช้ในการรักษาโรค แต่เอ...เรารู้จักฮอร์โมนกันดีหรือยัง
 ฮอร์โมน (hormone) คือ สารเคมีที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลข่าวสารที่สร้างขึ้น จากกลุ่มเซลล์ในต่อมไร้ท่อ (endocrine gland) แล้วส่งไปตามกระแสเลือด ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อกระตุ้น หรือยับยั้งกระบวนการต่างๆ ในเซลล์ หรืออวัยวะเป้าหมาย (target cell หรือ target organ) ทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการต่างๆ ในร่างกายหลายอย่างเช่น ช่วยในการเจริญเติบโต ช่วยให้มนุษย์สามารถสืบพันธุ์ มีลูกหลาน เป็นต้น
ผลของฮอร์โมนทำให้คนเราสามารถปรับตัวต่อความตื่นเต้น ภาวะเครียด คนเจริญเติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม-สาว หนวดยาวขึ้น
 ฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจะถูกปล่อยเข้ากระแสเลือดเพื่อไปมีผลต่ออวัยวะเป้าหมาย ซึ่งอาจอยู่ไกลจาก แหล่งผลิตมาก ตัวอย่าง เช่นการทำงานของฮอร์โมน เอฟ เอส เอช(FSH : follicle stimulating hormone) ซึ่งผลิตจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าแต่ไปมีผลต่อการทำงานของรังไข่ ที่อยู่ไกลจาก ต่อมใต้สมอง
           เซลล์ที่ผลิตฮอร์โมนจะมีเส้นเลือดมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก
การทำงานของฮอร์โมน เมื่อผลิตจากต่อมไร้ท่อ จะไหลเวียนไปตามกระแสเลือด ไปที่อวัยวะเป้าหมายที่มีตัวรับสัญญาณของฮอร์โมนนั้นอยู่ ซึ่งอาจอยู่ใกล้หรือไกลจากต่อมไร้ท่อนั้นๆ


              ฮอร์โมน เอฟ เอส เอช(FSH : follicle stimulating hormone) ซึ่งผลิตจาก ต่อมใต้สมองส่วนหน้า แต่ไปมีผลต่อการทำงานของรังไข่ ที่อยู่ไกลจากต่อมใต้สมอง

ระดับของฮอร์โมน


      

การเปลี่ยนแปลงของระบบสืบพันธุ์ของสตรีจะมีเป็นรอบหรือวงจร แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 25 - 35 วัน แต่โดยเฉลี่ยแล้ว 28 วัน โดยวันแรกที่มีประจำเดือนนับเป็นวันที่1 ซึ่งในแต่ละรอบเดือนจะมีเหตุการณ์ดังนี้
          การเปลี่ยนแปลงของรังไข่
      ไฮโพทาลามัสจะ สร้างโกนาโดโทรปิน รีรีสซิ่งฮอร์โมน (gonadotropin releasing hormone) ไปกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้หลั่งฮอร์โมนเอฟ เอส เอช (FSH) ทำให้มีการกระตุ้นไข่ในรังไข่ให้เจริญเติบโตขึ้น
 
      ในตอนแรกในรังไข่จะมีไข่หลายใบ แต่ภายใน 5-7 วัน จะมีเซลล์ฟอลลิเคิลใบหนึ่งโตมากกว่าใบอื่น (dominant follicle) ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนอีสโทรเจนออกมามากจนไปยับยั้งการทำงานของเอฟ เอส เอช (FSH ) ไม่ให้หลั่งออกมากระตุ้นการทำงานของฟอลลิเคิลอื่นอีกทำให้แต่ละเดือนมีไข่ตกเพียงใบเดียวและโดยปกติจะสลับข้างของรังไข่ 2 ใบ ซึ่งมีด้านซ้ายและด้านขวาอีสโทรเจนกระตุ้นให้เซลล์ฟอลลิเคิล(follicle) สร้างของเหลวออกมาสะสมอยู่ระหว่างเซลล์ และ มีช่องกลวงตรงกลาง (astral follicle) ล้อมรอบไข่หรือโอโอไซด์(oocyte)
 

การเจริญของถุงไข่อ่อน การตกไข่ การเกิดและการสลายตัวของคอร์ปัสลูเทียม
 
การตกไข่
      จากผลของโกนาโดโทรปินที่สูงขึ้น จะกระตุ้นให้ฟอลลิเคิลที่เจริญเติบโตเต็มที่มีปริมาณของเหลวในถุงกราเฟียนจำนวนมาก และแกรนูโลซาก็เพิ่มจำนวน และเซลล์ทีคาก็หลั่งอีสโทรเจนมากขึ้น เมื่อถุงไข่อ่อนมี ขนาดใหญ่ทำให้เซลล์แกรนูโลซาจับกันไม่ติด ถุงไข่อ่อนจะปริตรงจุดจำเพาะ (stigma) เป็นบริเวณที่บางและมีเลือดมาเลี้ยงน้อย
ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดการตกไข่

    ที่ ผนังของฟอลลิเคิลจะมีส่วนประกอบเป็นคอลลาเจนที่เหนียว       ในขณะที่ฟอลลิ เคิลมีการเจริญเติบโตมากขึ้นจะมีการหลั่งฮอร์โมนอีสโทรเจนออกมามากด้วย ทำให้มีการเพิ่มตัวรับสัญญาณของฮอร์โมนแอล เอช (LH) ที่ชั้นทีคา (theca) ของรังไข่มากขึ้น ทำให้แอล เอช มีระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บางทฤษฎีเชื่อว่าฮอร์โมนแอล เอช กระตุ้นให้แกรนูโลซาเซลล์ผลิตสารกระตุ้นพลาสมิโนเจน (plasminogen activator) เมื่อมี LH มากระตุ้น จะทำให้เซลล์บวมขึ้น เซลล์จะปล่อยพลาสมินโนเจน ซึ่งจะถูกย่อยโดยเอนไซม์ตัวหนึ่งทำให้กลายเป็นพลาสมิน และพลาสมินจะเป็นเอนไซม์อีกตัวหนึ่งช่วยย่อย คอลลาเจนในถุงไข่อ่อน ให้ผนังอ่อนตัวลงเมื่อเกิดแรงดันของของเหลวที่แอนทรัมก็จะเกิดการตกไข่(ovulation) ออกมา
     
  ไข่เริ่มมีการแบ่งตัวอีกครั้งต่อจากระยะโปรเพสจนถึงระยะทีโลเฟส -1 คือการแบ่งเซลล์แบบครึ่งจำนวนครั้งที่ 1 เซลล์ไข่อ่อนขั้นที่1 กลายเป็นเซลล์ไข่ขั้นที่ 2 พร้อมที่จะปฏิสนธิแล้วหลุดออกจากรังไข่ เรียกว่า การตกไข่ (ovulation) และจะเคลื่อนที่เข้าไปในส่วนปลายของท่อนำไข่ที่คล้ายนิ้วมือ (fimbria) ไข่จะมีอายุประมาณ 24 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้รับการผสมจากอสุจิจะสลายไป   ซึ่งในระยะนี้จะมีการสร้างเยื่อบุมดลูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (proliferative phase)
 
       ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีประจำเดือนจนถึงวันที่ไข่ตกจะแตกต่างกันมากในแต่ละคน ประมาณ 8-14 วัน ซึ่งในผู้ที่มีรอบประจำเดือนที่แตกต่างกัน นี้ เช่น สตรีที่มีรอบประจำเดือน 21 – 35 วัน ส่วนใหญ่จะต่างกันในระยะก่อนไข่ตก

คอร์ปัส ลูทีล (corpus luteum)
       หลังไข่ตก ขนาดเซลล์ของฟอลลิเคิลในรังไข่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น มีช่องว่างและสะสมสารที่มีสีเหลืองจึงเรียกระยะนี้ว่าคอร์ปัส ลูเทียม (corpus luteum) ซึ่งแปลว่า โครงสร้างสีเหลือง และมีเลือดจำนวนมากขังอยู่ซึ่งจะค่อยๆดูดซึมไป
 
คอร์ปัส ลูเทียม (corpus luteum) ซึ่งมีโครงสร้างสีเหลืองและอาจมีเลือดขังอยู่

       ก่อนที่ไข่ตกนี้จะเริ่มมีฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนในปริมาณเล็กน้อยแล้ว ฟอลลิเคิลในรังไข่ที่ไข่หลุดออกไปแล้ว เรียกว่าคอร์ปัส ลูทีล (corpus luteum) ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนในปริมาณที่มากโดยเฉพาะช่วงกลางของระยะ หลังไข่ตก และสร้างอีสโทรเจน (estrogen) บ้าง โพรเจสเทอโรนจะทำงานร่วมกับฮอร์โมนอีสโทรเจน เพื่อป้องกันการแท้งบุตร (abortion) และทำให้เยื่อบุของมดลูกมีการเจริญเติบโตเพื่อเตรียมพร้อมในการฝังตัวของตัว อ่อน (embryo) และกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันตนเองไม่ให้ต่อต้านทารกระหว่างมีการฝังตัว

           เมื่อ มี FSH และ LH มากขึ้น จะกระตุ้นให้ไข่เจริญใหญ่ขึ้น ขนาดของไข่ที่เจริญขึ้น จะกระตุ้นให้มีการสร้าง อีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนมากขึ้น ปริมาณของLH และ FSH ที่เพิ่มมากที่สุดในกลางรอบเดือน จะกระตุ้นให้มีการตกไข่ อีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนที่หลั่งออกมามากจะกระตุ้นให้เยื่อบุมดลูกเจริญ เติบโต ภายหลังที่ไข่ตกแล้ว คอร์ปัส ลูเทียมจะกระตุ้นให้มีการสร้างฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนมากขึ้น และกระตุ้นเยื่อบุมดลูกให้เจริญต่อไปได้อีกจนกระทั่งถ้าไม่มีการปฏิสนธิ ระดับของฮอร์โมนอีสโทรเจน และโพรเจสเทอโรนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เยื่อบุมดลูกหลุดลอกเป็นประจำเดือนออกมา


ระดับของฮอร์โมนอีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนที่มีผลต่อการเจริญของเยื่อบุมดลูกและรอบประจำเดือน
        คอร์ปัส ลูเทียม จะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนประมาณ 10 สัปดาห์ แล้วรก(placenta) จะมาทำหน้าที่แทน แต่ถ้าไข่ไม่ได้รับการผสมจากอสุจิ คอร์ปัสลูทีลจะหลั่งฮอร์โมนลดลงและเปลี่ยนเป็นสีขาว เรียกว่าคอร์ปัสอัลปิเเคน (corpus albican) และจะสลายไปประมาณวันที่ 12 หลังไข่ตก(secretory phase) และอีกประมาณ 2 – 3 วันจะมีประจำเดือน(menstruation) ซึ่งมีคำกล่าวว่า “ ประจำเดือนคือน้ำตาเลือดจากครรภ์ที่ประสบความผิดหวัง” (menstruation is the bloody tears from a disappointed womb) ระดับของฮอร์โมนจะลดลงอย่างรวดเร็วไปกระตุ้น เอฟ เอส เอช (FSH) ให้ทำงานใหม่อีกครั้ง ระยะนี้ระยะเวลานี้ ไม่ค่อยคลาดเคลื่อน ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 14 วัน ในวันที่ไข่ตกอุณหภูมิของร่างกายจะลดลง หลังจากนั้นอุณหภูมิจะสูงขึ้น

       ประจำเดือน (menstruation ) คือ การที่ผนังชั้นในของมดลูกหลุดออก แล้วถูกขับออกมา ทางช่องคลอด เนื่องจากไม่มีการปฏิสนธิ ผนังชั้นใน หรือ เยื่อบุจะสลายออกมา มีส่วนประกอบคือเลือดและเมือก
ระยะการเจริญของไข่ การตกไข่ ระยะเวลาในการเจริญของตัวอ่อน ความหนาของเยื่อบุมดลูกและที่เตรียมพร้อมในการตั้งครรภ์
 
ท่านทราบหรือไม่ สมัยก่อนบาทหลวงจะใช้วิธีจับตัวภรรยาว่าถ้าตัวร้อนแสดงว่าภรรยาตกไข?

      บาทหลวงบางนิกายสามารถมีภรรยาแต่เป็นข้อ ห้ามทางศาสนาที่ไม่ให้ใช้การคุมกำเนิด แต่จากความสังเกตพบว่าถ้าภรรยาตัวร้อนขึ้นแสดงว่าถ้ามีเพศสัมพันธ์ช่วงนี้ อาจต้องครรภ์ ได้ จึงใช้วิธีธรรมชาตินี้ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงที่ระยะตกไข่อุณหภูมิจะลด ลง(ซึ่งคงสังเกตยาก)และเพิ่มขึ้นในระยะหลังตกไข่

สังเกตหรือเปล่าว่าในน้ำผลไม้บางชนิดเช่นน้ำมะพร้าวจะมีฮอร์โมนอีสโทรเจนอยู่ ถ้าดื่มจำนวนมากประจำเดือนจะหายไปได้
 
การควบคุมการหลั่งฮอร์โมน
การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนอีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรน

        1. เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ไฮโพทาลามัส จะหลั่งฮอร์โมนโกนาโดโทรปิน รีรีสซิง ฮอร์โมน(GnRH) ออกมากระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้า
        2. ต่อมใต้สมองส่วนหน้าจะ ผลิตฮอร์โมน FSH และ LH ออกมา กระตุ้นให้ไข่ที่รังไข่ของสตรีเจริญเติบโตขึ้น
        3. ไข่ที่เจริญจะผลิตฮอร์โมนอีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนออก ทำให้เยื่อบุมดลูกเจริญขึ้น ทำให้เป็นสาวและมีผลต่ออวัยวะเป้าหมาย
        4. ปริมาณของอีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนที่เพิ่มขึ้นจะไปยับยั้งไฮโพทาลามัสให้ลดการหลั่ง GnRH   ซึ่งทำให้การสร้างฮอร์โมนลดน้อยลง